“ดร.อักษรศรี” ชวน ถอดบทเรียน “กว่างโจวโมเดล” มาปรับใช้กับไทย

"ดร.อักษรศรี" ชวน ถอดบทเรียน "กว่างโจวโมเดล" มาปรับใช้กับไทย

วันที่ 28 กรกฎาคม – จากเมื่อช่วงปลายเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา ในประเทศจีนที่เมืองกว่างโจวได้พบเจอการหลุดรอดของเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้าเข้าสู่พื้นที่แต่ กวางโจว สามารถจัดการสกัดการระบาดของเชื้อเดลต้าได้อย่างรวดเร็ว จากกรณีดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ว่า สามารถถอดบทเรียนจากกว่างโจว มาใช้กับสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยได้อย่างไร

โดย รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง ทางการจีนทำการตรวจเชื้อโควิดเชิงรุก ปิดตึก ปิดชุมชนที่มีการระบาด โดยมีการตรวจ QR code อย่างเข้มงวด จีนสั่งห้ามเดินทาง ห้ามเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างเข้มงวด และตรวจตราอย่างจริงจัง เพื่อสกัดการแพร่เชื้อเดลต้า โดยจีนเน้นบริหารจัดการผ่าน Data Platform แบบไม่ต้อง Lockdown ทั้งเมือง หากถามว่าจีนจัดการได้อย่างไร โดยไม่ Lockdown จีนใช้การแก้ปัญหาด้วยระบบ Data คือพิจารณาจาก QR code ของประชาชน ที่เก็บรวบรวมในฐานข้อมูลของรัฐอย่างเป็นระบบ และใช้การจัดการอย่างมีเอกภาพ โดยวิธีการจัดการแบบ กว่างโจวโมเดล มี 6 ข้อ หลักๆ คือ

1) ต้องเป็น ผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว ถึงจะอนุญาตให้เดินทางในท้องที่ได้ 2) ผู้ป่วยในกลุ่มสีเหลือง ต้องกักตัวอยู่กับบ้าน ห้ามออกไปไหน 3) ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง ให้ไปโรงพยาบาลได้อย่างเดียว และถ้าจะออกนอกเมือง ต้องมีผล test ภายใน 48 ชม. ถึงจะอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง ขึ้นรถไฟ หรือขับรถ ออกต่างเมืองได้ ทั้งนี้ทางกวางโจว มีการตรวจตราอย่างเข้มข้นมาก และจัดการอย่างมีระบบและมีเอกภาพ

4) ระดมฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองกว่างโจวนี้ จำนวนคนฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นจนครอบคลุมเต็มที่ ทั้งนี้จีนใช้วัคซีนจีนเท่านั้น เพราะจีนเชื่อว่า วัคซีนของเขาจัดการเดลต้าได้ 5) จีนใช้หลากหลายรูปแบบในการเก็บ Data เช่น ข้อมูล Health Code จากผู้มารับการฉีดวัคซีน 6) จีนเชื่อว่าวัคซีนคือ อาวุธสำคัญในการแก้วิกฤติใหญ่ในรอบนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา จีนระดมฉีดวัคซีนไปแล้วมากที่สุดในโลก จำนวนกว่า 1,331 ล้านโดส ครอบคลุมสัดส่วน 47.6% ของประชากรจีนทั้งหมด