นายกฯ กำชับเฝ้าระวังการระบาดข้ามจังหวัด เพิ่มเตียงให้เพียงพอ คาด 4-6 สัปดาห์สถานการณ์โควิดดีขึ้น

นายกฯ ประชุมผู้ว่าราชการพื้นที่สีแดงเข้ม ควบคุมสูงสุด และเข้มงวด 12 จังหวัด รับข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหา กำชับเฝ้าระวังการระบาดข้ามจังหวัด สั่งการให้เพิ่มเตียงรองรับผู้ป่วยให้เพียงพอ คาดหวังสถานการณ์ดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เรียกประชุม ผู้ว่าราชการจังหวัดสีแดงเข้มและควบคุมสูงสุด 12 จังหวัด ยกเว้น กทม. ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ZOOM จากบ้านพัก เพื่อหารือถึงแนวทางการรับมือกับการแพร่ระบาดโควิด 19 รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย การตั้งโรงพยาบาลสนามต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข / พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ร่วมประชุมในครั้งนี้

AAA 5683

ในที่ประชุม นายกฯขอย้ำให้จังหวัดนำเสนอปัญหา ข้อติดขัดหรืออุปสรรค เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันที รวมถึงให้แต่ละจังหวัด เฝ้าระวังการระบาดข้ามจังหวัด โดยจะต้องมีระบบ bubble and seal โรงงานและที่พักแรงงาน เช่น จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งพบกลุ่มผู้ติดเชื้อรายใหม่ หรือ คลัสเตอร์โรงงานเป็นแหล่งระบาดหนัก ส่วนที่มีคนงานเดินทางข้ามจังหวัดมา เช่นจังหวัด สมุทรปราการ ให้ใช้มาตรการฉีดวัคซีน จัดหาที่พัก รวมถึงมีมาตรการจนไปถึงระดับสูงสุดคือปิด 14 วัน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และให้แต่ละจังหวัดเพิ่มเตียงให้เพียงพอ และมีส่วนภาคต่างๆเข้าร่วมสนับสนุน โดยการเพิ่มเตียงผู้ป่วยสีแดง ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมาดไทย รวบรวม ข้อเสนอ และเสนอไปยัง กระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ให้มีการตรวจเชื้อเชิงรุก ด้วยอุปกรณ์การตรวจเชื้อโควิด 19 หรือ ATK หรือชุดตรวจไว เพื่อความรวดเร็ว หากพบผลบวก ก็เข้าสู่การรักษา เพื่อนำไปสู่การตรวจเชื้อแบบ ptpcr อีกรอบ โดยนายกฯกังวลสถานที่ตรวจของเอกชน ตรวจแล้วไม่สามารถส่งผู้ป่วยต่อได้ โดยให้ไปแก้ปัญหาดังกล่าวมา พร้อมสร้างความเข้าใจกับประชาชนในการใช้ชุดตรวจไว ด้วย ขณะเดียวให้มีการประเมินสถานการณ์ แต่ละสัปดาห์ รวมถึงรายงานคนที่หายป่วย สำรวจจะเหลือเตียงเท่าไร ที่สำคัญให้ไปดูแลผู้ที่อาศัยในบ้านจัดสรร สำรวจ เพื่อให้มีการติดเชื้อ พร้อมกันนี้กำชับ ให้แต่ละจังกวัดแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก้ปัญหา เพื่อจะได้นำสิ่งที่แก้ไขได้ไปใช้ในจังหวัดตนเอง

นายกฯยังชื่นชมที่ขณะนี้ไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด 19 กับสาธารณสุขจังหวัด เชื่อว่าการทำงานร่วมกันได้ดีเป็นอย่างราบรื่น ซึ่งขั้นตอนการทำงานคือ แต่ละภารกิจมีคณะกรรมการรับผิดชอบ นำเสนอมายัง ศบค และ ตนเอง ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.ก็จะ ตัดสินใจ เหล่านี้คือขั้นตอนของการทำงาน ซึ่งหวังว่า จากหลักฐานทางการแพทย์ สถานการณ์จะดีขึ้นใน 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ แม้สถานการณ์อาจจะยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน แต่จะพยายามควบคุม ให้ดีที่สุด โดยให้ดูสถานการณ์โลกด้วย แล้วทุกคนจะเข้าใขมากยิ่งขึ้น

ในที่ประชุม นายกฯยังห่วงเรื่องการปิดตลาด ซึ่งกระทบประชาชนที่ทำมาหากิน ดังนั้นต้องมีมาตรการในการรองรับเพื่อควบคุมโรค พร้อมย้ำว่า หากจังหวัดใดมีข้อเสนอ เข้ามา ทางรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณลงไป เช่นเพิ่มเตียง อุปกรณ์การแพทย์ พร้อมกันนี้ ให้จัดทำผังให้ประชาชนเข้าใจว่าสามารถจะติดต่อ Call center ศูนย์พักคอย ชุดตรวจหาผู้ป่วยในพื้นที่
โรงพยาบาลสนาม ศูนย์กักตัวรูปแบบชุมชน หรือที่บ้าน เป็นต้น พร้อมย้ำว่า มีการวัคซีนจะกระจายไปยังแต่ละจังหวัด ให้สาธารณสุขไปจัดสรรดำเนินการต่อเช่นเดียวกับ จังหวัดจัดสรร ยา ฟาวิพราเวียร์ ก็จะจัดสรรไปทุกจังหวัดไม่ขาด

ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการ 12จังหวัดได้รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด 19 โดยส่วนใหญ่แนวโน้มผู้ป่วยระดับสีเหลือง ไปสู่ระดับสีแดงเพิ่มสูงขึ้น

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ยืนยันว่าจัดหาวัคซีนได้เฉลี่ย 10 ล้านเข็มต่อเดือน โดยตั้งแต่ เดือนสิงหาคม เป็นต้นไปจะ เฉลี่ยฉีดวันละ 1 ล้านเข็ม

มีรายงานว่า ในวันที่ 30 ก.ค.นี้นายกฯ เตรียมเรียกประชุม ศบค.ชุดใหญ่ เพื่อประเมินสถานการณ์โควิด-19 หลังประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มในพื้นที่สีแดงเข้ม และควบคุมสูงสุด 13 จังหวัดว่าจะต้องยกระดับเพิ่มเติมอย่างไร เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูงต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ประเมินไว้ว่า 2 สัปดาห์ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 จะลดลง