“อธิบดีกรมการแพทย์” ส่งสัญญาณถึงรบ.นโยบายคุมโควิดต้องชัด ชี้ล็อกดาวน์เหมือนไม่ล็อก

“อธิบดีกรมการแพทย์” แจงชัดๆสธ.ยอมรับเฉพาะผลของชุดตรวจแอนติเจน ไม่ใช่แอนติบอดี้ ส่งสัญญาณถึงรบ.นโยบายคุมโควิดต้องชัด ชี้ล็อกดาวน์เหมือนไม่ล็อก เผยยอดผู้ป่วยกทม.-ปริมณฑล เกินกำลังระบบสาธารณสุขแล้ว 3 เท่า

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ชี้แจงถึงการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท ว่า ตอนนี้ที่กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. เรายอมรับผลของชุดตรวจแอนติเจน ไม่ใช่แอนติบอดี้ ส่วนขั้นตอนหากผลตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท เป็นบวก จะทำอย่างไรนั้น เราใช้คำว่าเป็นผู้ที่น่าจะติดเชื้อโควิด-19 และสามารถเข้าสู่ระบบโฮมไอโซเลชั่นได้เลย หรือการแยกกักตัวที่บ้านได้เลย ไม่ต้องตรวจซ้ำ แต่หากทำโฮมไอโซเลชั่นไม่ได้ ต้องการไปรักษาที่คอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น ให้เซ็นใบยินยอมการรักษา และนำตัวไปที่คอมมูนิตี้ ไอโซเลชั่น และฮอสพิเทล หรือ โรงพยาบาล โดยให้ตรวจ RT-PCR คู่ขนาน เพราะการตรวจด้วยแอนติเจน เทสต์ คิท อาจมีผลบวกปลอม จึงยืนยันว่า การตรวจ RT-PCR ยังมีความจำเป็น และย้ำว่ามีหลักการคือ อย่าให้ผล RT-PCR เป็นอุปสรรคต่อการรักษาผู้ป่วย

อธิบดีกรมการแพทย์ ยังกล่าวถึงปัจจัยสู่ความสำเร็จในการควบคุมและกำจัดโควิด มีดังนี้ 1.นโยบายชัดเจน ช่วงนี้ยังมีการจราจรค่อนข้างมาก ล็อกดาวน์ ดูเหมือนไม่ล็อกดาวน์ ทำอย่างไรตรงนี้จะเข้มข้น 2.ระบบการควบคุมโรคที่ดี จะเป็นส่วนสำคัญมาก ทั้งท้องถิ่น พื้นที่ ชุมชน รวมถึงมาตรการของรัฐบาลในเรื่องระบบการควบคุมโรคก็ต้องชัดเจน 3.ระบบรักษาพยาบาลเข้มแข็ง โดยต้องพยายามกดตัวเลขการระบาดให้ได้ เพราะสถิติการระบาดในกรุงเทพและปริมณฑล เกินกำลังที่ระบบสาธารสุขและเตียงจะรองรับได้อย่างน้อย 3 เท่าแล้ว การรักษาพยาบาลเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายหน้างานยินดีทำงานเต็มที่ ขอให้คำสัญญา แต่ขอความเห็นใจอีกครั้ง มันล้นเตียงจริงๆ 4.การฉีดวัคซีนครอบคลุม และ 5.ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ

สำหรับสถานการณ์เตียงในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น นายแพทย์สมศักดิ์ กล่าวว่า เตียงสีแดงสีเหลือทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนตรึงเต็มที่ หรือเรียกว่าติดลบแล้ว ตอนนี้เรากำลังรอเครื่องผลิตออกซิเจนเพื่อไปทำฮอสพิเทลให้รับผู้ป่วยสีเหลืองเข้ม เพราะฮอสพิเทลในกรุงเทพและปริมณฑลมีห้องประมาณ 2 หมื่นรกว่าห้อง หากเราแปลงแค่ 10% เราจะมีเตียงสีเหลืองเพิ่มทันที 2 พันกว่าเตียง จะสามารถรับผู้ป่วยสีเหลืองที่ต้องการออกซิเจนเข้ามาได้ อย่างไรก็ดีในส่วนของยารักษา เช่น ยาฟาวิพิราเวียร์ สต็อกในประเทศไทยมีเกือบ 10 ล้านเม็ด เดือนหน้ายาจะทยอยเข้ามาทุกสัปดาห์ รวมแล้วประมาณ 40 ล้านเม็ด เมื่อดูอัตราการใช้สต็อกยาจึงไม่น่ามีปัญหา ส่วนเดิมที่มีขั้นตอนเบิกยาค่อนข้างวุ่นวาย เราก็พยายามตัดขั้นตอนทั้งหมด แต่ย้ำว่าถ้ายังสบายดี ไม่มีอาการ ไม่มีโรคร่วมยังไม่ต้องให้ยา ให้กินยาลดไข้หรือฟ้าทะลายโจร แต่ถ้าเริ่มมีอาการ แนวทางการรักษาขณะนี้ จะให้ยาเร็วที่สุด เมื่อเริ่มมีอาการ หรือหากมีโรคประจำตัว แต่ไม่มีอาการ ให้อยู่ที่ดุลยพินิจของแพทย์