“หมอธีระวัฒน์” พูดถึงวิกฤตทุกด้านในตอนนี้ จะตามหลอกหลอนเราไปอีกนาน!

"หมอธีระวัฒน์" พูดถึงวิกฤตทุกด้านในตอนนี้ จะตามหลอกหลอนเราไปอีกนาน!

วันที่ 25 ก.ค.2564 ทางด้าน นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha  โดยระบุใจความไว้ว่า วิกฤติ ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ช่วงโควิดนี้ถ้าพูดคำว่าวิกฤตคนไทยทุกคนคงสามารถพรรณา หรือบรรยายความวิกฤติในทุกบริบทในทุกด้านได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน

ที่นำเรียนตรงนี้คงจะเป็นแง่มุมอีกด้านหนึ่งในฐานะที่เป็นหมอทาอายุรศาสตร์และทางระบบสมองและประสาท ที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาล

ในระยะเวลาที่ผ่านมา ก่อนโควิด หมอทุกคนต้องผ่านประสบการณ์ที่ต้องอธิบายและคุยกับครอบครัวของผู้ป่วยว่า ขณะนี้ถึงระยะที่ไม่สามารถที่จะย้อนกลับ และฝืนให้การรักษาต่อไม่ได้

รวมอีกทั้งในกรณีที่มีภาวะทางสมองซึ่งถึงแม้ให้การรักษาอย่างเต็มที่หรือร่วมกับการผ่าตัดก็ตามแม้ว่าจะยังคงมีชีวิตอยู่แต่ยังคงต้องติดอยู่กับเครื่องช่วยชีวิตหรืออยู่ในสภาพเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา และต้องได้รับการดูแลจากครอบครัวไปจนกว่าจะจากไปในที่สุด

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง ในชีวิตของพวกเราและทำให้ต้องมีความระมัดระวังและประเมินสภาพในขณะนั้นให้ถี่ถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ โดยที่มีความเห็นของเพื่อนร่วมงานอื่นๆด้วย

แต่ในยุคโควิด สถานการณ์คับขันเหล่านี้ เกิดขึ้นในโรงพยาบาลแทบทุกแห่งตลอดเวลาทุกชั่วโมง ทุกวัน และมีปัจจัยอย่างอื่นที่เข้ามาเป็นตัวตัดสินอีก ทั้งนี้ได้แก่จำนวนเตียง จำนวน ความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ช่วยชีวิตและที่สำคัญคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้มีเพียงคุณพยาบาล แต่ต้องรวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความสะอาด ของสถานที่และการบำรุงรักษาเครื่องมือ เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินและหน่วยกู้ชีพต่างๆ

จำนวนของผู้ป่วยโควิดที่เรียกว่าสีแดงและแดงวิกฤตมีจำนวนล้นหลาม และในระดับความรุนแรงเช่นนี้ ไม่ใช่มีปอดบวม หายใจลำบากอย่างเดียว แต่พร้อมกันนั้นจะกระทบระบบอวัยวะที่สำคัญอิ่นๆ เช่นหัวใจ ไต สมอง ทั้งนี้อาจจะเป็นผลโดยตรงของโควิดหรือเป็นผลกระทบติดตามต่อเนื่องจากการที่เกิดภาวะช็อกและอวัยวะล้มเหลวตามเป็นลูกโซ่

และจากการที่โควิดเองก่อให้เกิดความเสียหายไม่ใช่จากตัวไวรัสเองแต่ก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง จำเป็นต้องให้ยาต้านการอักเสบ ซึ่งแต่ละชนิดมีส่วนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและมีการติดเชื้อในโรงพยาบาลตามกันมาไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียหรือเชื้อราก็ตาม

ในสภาพของปอดล้มเหลวแม้มีเครื่องให้ออกซิเจนในอัตราการไหลสูงที่รู้จักกันในชื่อ ไฮโฟล เพื่อช่วยชีวิตและลดอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเต็มรูปแบบ แต่จะมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ และเกิดการทะลักล้นของผู้ป่วยในลักษณะนี้ ที่ต้องรอใส่ท่อ และในระหว่างนั้นระบบอวัยวะอื่นๆก็เริ่มมีปัญหามากขึ้น

ในเรื่องของทางสมอง โควิดมีผลกระทบสมอง อาจจะเป็นอาการเดี่ยวตั้งแต่ต้นแต่ไม่ได้พบมากนัก ทั้งนี้โดยที่อาการทางสมองจะพบเป็นตัวร่วมในผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการหนัก และหนักมากและแม้จนกระทั่งเมื่อทำการรักษาจนเรียกว่าหาย นั่นก็คือไม่มีไวรัสแล้ว และระบบอวัยวะต่างๆเช่น ปอด หัวใจ ตับ ไตคงที่ แต่กลับมีอาการทางสมองที่ไม่สงบและยังดำเนินไปเรื่อยๆ ทั้งในรูปของไม่ฟื้นคืนสติ หรือ ฟื้นแต่ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้ รวมทั้งอาจแทรกเป็นระยะด้วยอาการสับสนโวยวายและมีการเคลื่อนไหวของคอ แขนขาหน้าและลำตัวผิดปกติ

สิ่งที่บุคลากรต้องเผชิญคือจะทำอย่างไรเมื่อถึงจุดนั้นที่ ไฮโฟล เอาไม่อยู่แต่สอดท่อไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปกรณ์การหายใจที่ร่วมกับการสอดท่อ หรือระบบการหายใจยังพอประทังได้แต่ระบบสมองเสียหายรุนแรงเกินเยียวยาได้

สิ่งต่างๆเหล่านี้ นำมาถึงการที่ต้องเลือกว่า ใครที่จะยังสามารถทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่จำกัดและสู้ต่อไปอีกและใครที่ไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยมากและถ้าสู้ต่อจะยืดเยื้อติดเตียงละยังคงครองเตียงต่อไปอีกเป็นเวลานานและอาจจะเป็นการเสียโอกาสสำหรับคนที่ควรที่จะได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆและสามารถกลับมามีชีวิตอย่างปกติได้เต็มร้อยหรือเกือบเต็มร้อย

เชื่อว่าไม่มีใครอยากติดโรคเกิดโรคและมีความทรมานสาหัส และไม่มีใครอยากที่จะต้องตัดสินใจว่าจะหยุดการรักษาไว้แค่นั้นและเพียงแต่ให้ยานอนหลับหรือมอร์ฟีน เพื่อให้คนป่วยสบายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในระยะสุดท้ายนั้น

สิ่งเหล่านี้ จะหลอกหลอนพวกเราไปอีกนานเท่านาน และน่าจะเป็นบทเรียนประเทศในการเตรียมพร้อมรับมือป้องกันให้ดีที่สุดในทุกด้านเพื่อที่จะไม่ให้ประสบในสภาพการเช่นนี้อีก

5plrBHyp 1

cl5GhhEB 2

U5R5FkdU 3

wBfMpdBg 4

ขอบคุณ : ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha