ผู้ป่วยโควิด ร้องถูก “รพ.สิชล” ละเลย ดูแลไม่ดีเท่าที่ควร

ผู้ป่วยโควิด ร้องถูก "รพ.สิชล" ละเลย ดูแลไม่ดีเท่าที่ควร

ยังคงติดตามประเด็น โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช รับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา Home isolation หรือ HI เกือบ2หมื่นคน หลังขึ้นมาตรวจเชิงรุกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กับทีมแพทย์ชนบท เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ก่อน ล่าสุด มีผู้ป่วย covid-19 ที่อาการดีขึ้น ยอมเปิดเผยว่า ตนเองเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่อยู่ในการดูแลของโรงพยาบาลดังกล่าวแต่กลับไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่ควร

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพูดคุยกับผู้ที่เคยติดเชื้อ covid19 เป็นหญิงสาว มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ มีอาชีพรับราชการเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ข้อมูลว่า ครอบครัวของเธอ มีกัน 4 คน คือตัวเธอสามีและลูกอีก 2 คน ทราบผลการติดเชื้อ covid19 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม จากการไปตรวจเชิงรุกที่สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน ก็มีเบอร์โทรศัพท์ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. โทรหาเพื่อสอบถามข้อมูลและ ลงทะเบียนเป็นผู้ติดเชื้อที่ต้องเข้าสู่การรักษาระบบ HI

ต่อมา วันที่ 28-29 กรกฎาคม ตัวเธอและสามีเริ่มมีอาการ แต่ลูกๆ ยังไม่มีอาการ กระทั่งวันที่2สิงหาคม มีข้อความโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ยืนยันว่า เธอสามีและลูกอีก 2 คน โรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นผู้ดูแลรักษาผ่านระบบ HI ตอนนั้นก็เอะใจว่า ครอบครัวเธอภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ แต่ทำไมโรงพยาบาลที่รักษาถึงอยู่ไกลกรุงเทพฯ แต่เวลานั้น ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เนื่องจากว่าต้องการรับการรักษาให้เร็วที่สุด

ผู้ที่เคยติดเชื้อ covid19 เล่าต่ออีกว่า นับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม โรงพยาบาลไม่เคยโทรมาสอบถามอาการของเธอ ไม่เคยมีแพทย์ Video Call ไม่เคยได้รับเครื่องมือตรวจวัดสัญญาณชีพ เช่น เครื่องตรวจออกซิเจนที่ปลายนิ้ว ปรอทวัดไข้ ยา ชนิดต่างๆ ช่วงเวลาดังกล่าวเธอต้องรักษาอาการตามมีตามเกิดเปิดจาก YouTube อ่านจากโลกออนไลน์ ฝากให้เพื่อนบ้านออกไปซื้อเครื่องสมุนไพร เช่นข่าตะไคร้ ยาฟ้าทะลายโจรมากิน รักษากันโดยลำพัง

สุดท้ายต้องโทรไปร้องเรียนที่เบอร์ 1330 เพื่อร้องเรียนว่า ไม่มีพยาบาลหรือแพทย์โทรมาสอบถามอาการ จนในที่สุดโรงพยาบาลก็โทรมาสอบถามอาการเชื่อว่าที่โรงพยาบาลโทรมาเนื่องจากเธอโทรไปร้องเรียนที่เบอร์ 1330 นั่นเอง

ผู้ป่วย covid-19 รายนี้ยังบอกอีกว่า เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โรงพยาบาลก็ได้ส่งใบรับรองแพทย์มาให้ เพื่อยืนยันว่าอาการเธอดีขึ้น ซึ่งเธอก็ยังงงอยู่ว่า แพทย์จะวินิจฉัยว่าอาการเธอดีขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อทีมแพทย์ไม่เคยโทรมาสอบถามอาการเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สิ่งที่อยากฝากสื่อมวลชนคือ ทำไม สปสช.ถึงลงชื่อเธอและครอบครัวให้โรงพยาบาลแห่งนี้ดูแล ทั้งที่ภูมิลำเนาเธออยู่ในกรุงเทพฯ จึงทำให้การรักษาและการติดตามอาการเป็นไปอย่างล่าช้า หากอาการทรุดหนักกว่านี้ จะมีแพทย์ที่ไหนดูแลเธอได้

ส่วนโรงพยาบาลแห่งนี้ ก็อยากฝากคำถามไปเช่นกันว่า ในเมื่อรับเธอและครอบครัวเข้าสู่ระบบการรักษาแบบ Home isolation แล้ว ทำไมไม่ดูแลให้ดีๆ เพราะ 14 วันที่อยู่ในการดูแลรักษาของโรงพยาบาลดังกล่าว เธอไม่ได้รับ ยาหรืออุปกรณ์การตรวจวัดสัญญาณชีพใดๆเลย มีแค่คูปองอาหารสั่งแบบเดลิเวอรี่เท่านั้นที่ได้จากโรงพยาบาลแห่งนี้

สำหรับผู้ป่วย ทั้ง 4 รายนี้ ได้รับเพียงใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งหลังจากครบ 14 วัน โรงพยาบาลดังกล่าวก็ไม่ได้ติดต่อ มาหาผู้ป่วยอีก ทำให้ผู้ป่วย ยังกังวลใจว่าเธอหายจากโรค covid-19 โดยเด็ดขาดแล้วหรือยังเนื่องจากว่าเธอยังไม่ได้รับการตรวจหาเชื้ออีกครั้ง เช่นการตรวจเอกซเรย์ปอด พร้อมกับฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พาเธอและครอบครัวไปตรวจยืนยันอีกรอบด้วย เนื่องจากมีผลต่อหน้าที่การงานและอาชีพ

ในประเด็นดังกล่าว สำนักข่าวท็อปนิวส์ ได้โทรศัพท์สัมภาษณ์ นายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพ หรือ สปสช ยอมรับว่า มีปัญหาเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง ๆ และทาง สปสช.ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบทุกข้อร้องเรียนเนื่องจากทาง สปสช.มีการคิด “ค่าใช้จ่าย” ต่อผู้ป่วยโควิด 1 คนตามกิจกรรมที่เกิด เช่นในหนึ่งวันที่แพทย์ไปดูแลคนไข้ สปสช.จะจ่าย 1 พันบาทต่อคนต่อวัน และจะดูแลไม่เกิน 14 วัน ฉะนั้นเงินที่หน่วยบริการจะเบิกกับ สปสช.สูงสุดไม่เกิน 14000 บาท ซึ่งหนึ่งพันบาทที่จ่ายนี้จะมีค่าอาหาร ค่าการโทรศัพท์ การวีดีโอคอล คุยกับคนไข้

นอกจากนั้นหน่วยบริการสามารถเบิกค่าอุปกรณ์ ได้อีก 1100 บาท เช่นเครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดอ็อกซิเจนในเลือด การจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้ เช่นยาฟ้าทะลายโจรเบิกได้ 300 บาทต่อคอร์ส 5 วัน ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ก็เบิกตามจริงไม่เกิดน 7200 บาท เมื่อคิดรวมทั้งหมดผู้ป่วยหนึ่งคนจะอยู่ที่ 15400 บาทต่อคน

 

นายแพทย์จเด็จ บอกต่ออีกว่า สำหรับประเด็นที่กำลังมีคนสนใจอย่างโรงพยาบาลสิชล มารับดูแลคนไข้ในกรุงเทพมหานครจำนวน 18920 คนนั้น จะได้รับเงินค่าตอบแทนต่อหัวตามที่ สปสช.กำหนดนั้นขอยืนยันว่า ทางสปสช.มีมาตรฐานการตรวจสอบกับผู้ป่วยทุกคน โดยขณะนี้มีคอลเซ็นต์เตอร์กว่า 300 คู่สายและจะทำการตรวจสอบกับผู้ป่วยทุกคนว่าได้รับการบริการตามที่กำหนดหรือไม่ หากคนไข้ร้องเรียนหรือแจ้งว่าไม่ได้รับบริการ การจะมาเบิกรายหัวเต็มจำนวนก็คงทำไม่ได้ ทุกอย่าจึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ข่าวเด่นล่าสุด